แฉซ้ำ! บรรทุกขนปาล์มน้ำมันหลบด่าน! เคยทำปาล์มร่วงเกลื่อนถนนกว่า 1 ตัน รถติดยาวเกือบชั่วโมง ตร.-ทางหลวง ขยับแล้ว
กระแสวิจารณ์ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง
กรณีกลุ่มรถพ่วงขนปาล์มน้ำมัน หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “แก๊งหัวลาย”
ถูกเปิดโปงพฤติกรรมบรรทุกน้ำหนักเกิน ขับอ้อมเส้นทางหลบด่านชั่งน้ำหนัก
และใช้ความเร็วสูงผ่านเขตชุมชนในพื้นที่จังหวัดชุมพร
จนสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก
ล่าสุด ชาวบ้านหลายรายออกมาเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมย้อนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน
ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหลักฐานสะท้อนถึงความเสี่ยงและผลกระทบจากพฤติกรรมดังกล่าว
หลังรถพ่วงบรรทุกปาล์มล้นคอกทำผลปาล์มร่วงกระจายเต็มถนน จนการจราจรเป็นอัมพาตนานเกือบ
1 ชั่วโมง
จากการตรวจสอบข้อมูล
พบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณวงเวียนทางตัน ถนนสายเมืองชุมพร-แยกปฐมพร โดย
นายวัน (นามสมมุติ) ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า
ขณะนั่งทำงานอยู่ภายในโรงงานใกล้จุดเกิดเหตุ
ได้เห็นรถพ่วงบรรทุกปาล์มน้ำมันเต็มคันในลักษณะสูงเกินคอกอย่างชัดเจน
เมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่วงเวียน
ปรากฏว่าทะลายปาล์มจำนวนมากร่วงหล่นจากตัวรถลงมากองเต็มผิวการจราจร
คาดว่ามีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 1 ตัน แต่คนขับกลับไม่รู้ตัว
ตนจึงต้องรีบวิ่งตามไปตะโกนเรียกให้หยุดรถ ซึ่งรถไปจอดห่างจากจุดเกิดเหตุเกือบ 100
เมตร
ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รถติดสะสมเป็นทางยาว
ขณะที่ผู้ประกอบการในพื้นที่ต้องนำรถตักเข้ามาช่วยเคลียร์ปาล์มออกจากถนน
เพื่อเปิดเส้นทางการจราจรให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ
ด้าน นายมาโนช(นามสมมติ)ชาวบ้านในพื้นที่
เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุตนกำลังเดินทางไปรับลูก ทำให้ต้องติดอยู่บนถนนนานกว่า 40
นาที
และยังรู้สึกโชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจากผลปาล์มที่ร่วงหล่นลงมา
พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกวดขันตรวจสอบรถบรรทุกน้ำหนักเกินอย่างจริงจัง
เนื่องจากรถพ่วงลักษณะดังกล่าววิ่งผ่านพื้นที่ทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นประจำ
จนกลายเป็นความกังวลของชาวบ้านมาอย่างยาวนาน
ภายหลังจากประเด็นดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชน
ล่าสุด พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวงชุมพร
ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ส่วนกลาง เปิดเผยว่า
ได้เห็นภาพการบรรทุกของรถกลุ่มดังกล่าวแล้ว
และยอมรับว่ามีความเสี่ยงอันตรายต่อผู้ร่วมใช้เส้นทางอย่างมาก
จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพร เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังบริเวณแยกนากระตาม อำเภอท่าแซะ หากพบรถต้องสงสัยจะเรียกตรวจทันที พร้อมนำเข้าสู่กระบวนการตรวจชั่งน้ำหนัก หากพบเกินกว่ากฎหมายกำหนดจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ หากตรวจพบการดัดแปลงตัวรถ
ต่อเติมคอกเหล็ก หรือบรรทุกสูงเกินมาตรฐานจนก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัย
ก็จะดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย
ขณะเดียวกัน ทีมผู้สื่อข่าวได้เข้าพบ นายกรีธา
เดชพิณ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชุมพร
เพื่อสอบถามถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างถนน
นายกรีธา เปิดเผยว่า
รถบรรทุกน้ำหนักเกินถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ถนนเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ออกแบบไว้
โดยถนนแต่ละสายถูกออกแบบให้มีอายุการใช้งานประมาณ 20 ปี
และมีการบำรุงรักษาตามรอบทุก 4 ปี
แต่หากมีรถบรรทุกน้ำหนักเกินวิ่งใช้งานเป็นประจำ
จะส่งผลให้โครงสร้างถนนเกิดความเสียหายเร็วกว่าปกติ
จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการซ่อมแซมและบูรณะใหม่
ทั้งนี้
แขวงทางหลวงชุมพรได้รับงบประมาณดูแลถนนสายรองปีละประมาณ 20-40 ล้านบาท
ซึ่งต้องกระจายดูแลหลายเส้นทางทั่วจังหวัด
จึงไม่เพียงพอหากเกิดความเสียหายจากการบรรทุกเกินพิกัดอย่างต่อเนื่อง
ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชุมพร
ยังกล่าวชื่นชมบทบาทของสื่อมวลชนในการช่วยสะท้อนปัญหาและเป็นหูเป็นตาให้กับภาครัฐ
เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีภารกิจประจำจำนวนมาก
การได้รับข้อมูลจากประชาชนและสื่อจึงช่วยให้สามารถติดตามปัญหาและแก้ไขได้รวดเร็วขึ้น
พร้อมยืนยันว่าจะเพิ่มมาตรการตรวจสอบ
ทั้งการตั้งจุดชั่งน้ำหนักชั่วคราวในเส้นทางรอง
และการสุ่มตรวจรถบรรทุกที่มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงด่านชั่งน้ำหนักสายหลัก
ท้ายที่สุด ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชุมพร
ฝากถึงผู้ประกอบการขนส่งให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
แม้การบรรทุกเกินอาจช่วยลดจำนวนเที่ยวและเพิ่มกำไรในระยะสั้น
แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อถนนสาธารณะและความปลอดภัยของประชาชนถือเป็นต้นทุนทางสังคมที่สูงกว่ามาก
ขณะที่ชาวบ้านยังคงจับตาดูการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
พร้อมเรียกร้องให้การกวดขันครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
ไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราวตามกระแสข่าว
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงหรือความสูญเสียบนท้องถนนในอนาคต
……………………………………………………..













ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น