รวบคาถนนเอเชีย! หนุ่มซิ่ง จยย. ซุกยาบ้า 2,000 เม็ด เตรียมกระจายขายในพื้นที่สวี

รูปภาพ
รวบคาถนนเอเชีย! หนุ่มซิ่ง จยย. ซุกยาบ้า 2,000 เม็ด เตรียมกระจายขายในพื้นที่สวี สารภาพทำมาแล้วกว่า 20 ครั้ง ตำรวจทางหลวงชุมพรสกัดจับหนุ่มวัย 34 ปี ขี่รถจักรยานยนต์ต้องสงสัยกลางถนนสายเอเชีย ก่อนค้นพบยาบ้าจำนวนมหาศาลซุกในกระเป๋ากางเกง เจ้าตัวยอมรับเสพยามาก่อนถูกจับ และเตรียมนำยาบ้าไปขายต่อในพื้นที่ อ.สวี จ.ชุมพร เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพร ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบบริเวณถนนสายเอเชียขาล่อง ใต้ พื้นที่ตำบลทุ่งคา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ระหว่างปฏิบัติหน้าที่พบชายไทย อายุ 34 ปี ขี่รถจักรยานยนต์สีดำ-แดง โดยไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนด้านหลัง มีท่าทางพิรุธ จึงส่งสัญญาณเรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบ ระหว่างการตรวจค้น ชายคนดังกล่าวมีอาการลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด ก่อนยอมรับกับเจ้าหน้าที่ว่า เพิ่งเสพยาบ้ามาแล้วจำนวน 5 เม็ด ทำให้ตำรวจตัดสินใจตรวจค้นอย่างละเอียด ผลการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 2,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋ากางเกงด้านซ้าย โดยแบ่งบรรจุไว้ในถุงพลาสติกจำนวน 10 ถุง ห่อด้วยกระดาษไขและถุงพลาสติกสีดำอีกชั้น หนึ่ง ส่วนกระเป๋ากางเกงด้าน...

เจ้าของอู่รถถูกคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็น จนท.กระทรวงพาณิชย์หลอกโอนเงินกว่า1.5 ล้านบาท

เจ้าของอู่รถถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกอ้างเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ขอตรวจสอบฐานข้อมูล ครั้งแรกไม่เชื่อ แต่พอถามไป แล้วตอบกลับถูกต้องทุกอย่าง จริงหลงเชื่อ เลยสูญเงินไปกว่า 1.5 ล้านบาท ตำหนิธนาคารทำงานช้า เข้าถึงยาก แนะพัฒนาใช้ระบบสแกนใบหน้า น่าจะป้องกันได้
              สนับสนุนโดย อีซูซุสาขาสวี

       โดยกรณีดังกล่าวผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายวีรพันธ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี  ชาวอ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม2565 ที่ผ่านมา ขณะที่ตนเองกำลังทำงานอยู่ที่ร้าน ซึ่งเปิดธุรกิจ สามประเภท คือ อู่ซ่อมสีรถยนต์ สถานบริการตรวจสภาพรถเอกชน หรือ ตรอ.และร้านจำหน่ายยางรถยนต์ครบวงจร ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายเพชรเกษม-เนิน 491 แล้วได้มีโทรศัพท์โทรเข้ามา ซึ่งตนเองก็รับสายเพราะคิดว่าเป็นลูกค้า แต่เมื่อรับทางคู่สายได้ บอกว่า โทรมาจากระทรวงพาณิชย์ ต้องการตรวจสอบผู้ประกอบการเพื่ออัพเดตฐานข้อมูล
          และได้มีการพูดคุยกับตนเองในเรื่องของธุรกิจที่ตนเองทำอยู่ว่ายังคงทำธุรกิจเป็น ตรอ. เป็นร้านซ่อมรถอยู่หรือไม่  ซึ่งตนเองกลัวว่าจะเป็นมิจฉาชีพเนื่องจากมีข่าวให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง ก็ได้มีการสอบถามข้อมูลกับทางมิจฉาชีพ โดยมิจฉาชีพก็สามารถตอบข้อมูลของตนเองได้ถูกต้องครบถ้วน โดยระยะเวลาที่มีการพูดคุยกันทางโทรศัพท์ประมาณ 5-10 นาที  ตนเองจึงได้แจ้งไปว่าให้โทรมาช่วงบ่ายเพราะในขณะนี้ตนเองกำลังติดลูกค้าไม่สะดวกคุย 
สนับสนุนโดย ร้านเค.เอส.รุ่งเรืองเกษตรภัณฑ์

            หลังจากนั้นมิจฉาชีพได้เพิ่มเพื่อนจากแอพพลิเคชันไลน์ เข้ามาพูดคุยพร้อมส่งข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลของบริษัทเข้ามาให้ตรวจสอบว่าข้อมูลนั้นถูกต้องหรือไม่เพื่อต้องอัพเดทข้อมูลของบริษัทใหม่ ซึ่งนายวีรพันธ์กล่าวว่า ข้อมูลที่มิจฉาชีพส่งมาให้ดูผ่านช่องทางไลน์นั้น เป็นข้อมูลที่ถูกต้องทุกอย่าง  หลังจากนั้นตนเองก็ได้ตอบกลับไปทางช่องทางไลน์ว่าถูกต้องครับ ต่อมามิจฉาชีพได้ส่งเป็นลิงค์ของกระทรวงพาณิชย์ มีโลโก้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน  หลังจากที่มิจฉาชีพส่งเข้ามา ตนเองก็กดลิงค์ทันที หลังจากนั้นหน้าจอโทรศัพท์ก็กลายเป็นสีดำ และมีตัวเลขวิ่งอยู่ที่หน้าจอ ในขณะนั้นตนเองก็มั่นใจแล้วว่าตนเองโดยแฮกข้อมูลและถูกดูดเงินออกจากบัญชีอย่างแน่นอน   เพราะมีข้อความเข้าในโทรศัพท์อีกเครื่องว่ามีการโอนเงินออกจากบัญชี ถึง 3 ครั้ง 
            โดยยอดแรกนั้นได้โอนเงินออกจากบัญชีของตน ถูกโอนไปยังบัญชีธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชีน.ส.สุพรรณนา เป็นจำนวนเงิน 1,400,000 บาท เวลา  14.05 น  ครั้งที่ 2 ถูกโอนไปยังบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี น.ส.ศิริวรรณ จำนวน  89,000  บาทเวลา 14.07 น.  และในครั้งที่ 3 ถูกโอนไปยังบัญชีพร้อมเพย์ ชื่อบัญชี น.ส.สุพรรณษา  จำนวนเงิน 47,355 บาท  เวลา 14.09 น.  โดยแต่ละบัญชีใช้ระยะเวลาห่างกัน 2 นาที        
            สนับสนุนโดย เพิ่มพูลคาเซ็นเตอร์

            นายวีรพันธ์ กล่าวต่อว่า ตนเองรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมพวกมิจฉาชีพพวกนี้ จึงรู้ข้อมูลของตนได้อย่างละเอียด แม้จะถามอะไรไป ก็ตอบได้ถูกต้องหมดทุกอย่าง แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ จะไม่ให้ตนเองหลงเชื่อได้อย่างไร ซึ่งตนมองว่า ข้อมูลดังกล่าว มันอยู่ในระบบของกระทรวงพาณิชย์เท่านั้น ที่จะมี แต่พวกนี้เอามาได้อย่างไร จะไม่ให้คิดว่าได้มาจากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ได้ ซึ่งความสูญเสียในครั้งนี้เป็นเงินจำนวนมาก 

ไม่รู้จะเรียกร้องจากใครได้ ไม่ว่าทางธนาคารที่ยุ่งยาก กว่าจะโทรไปอายัติ ก็ใช้เวลาหลายชั่วโมง ซ้ำเมื่อแจ้งให้ช่วยอายัติ ก็ยังไม่สามารถทำได้ต้องให้ทางตำรวจเท่านั้น ถึงจะดำเนินการได้ ทางตำรวจก็ไม่มีอะไรคืบหน้า
            นายวีรพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนเองก็อยากจะฝากเตือนประชาชนทุกคนให้ระวัง อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ แม้ตนเองยอมรับว่าระมัดระวังที่สุดแล้ว ก็ยังหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ จนสูญเงินนับล้านบาท และอยากจะฝากถึงทางธนาคาร น่าจะมีการปรับปรุงระบบการป้องกันให้เท่าทันมิจฉาชีพพวกนี้ อย่างเช่น การโอนเงิน ควรจะใช้ระบบสแกนใบหน้า แต่ไม่ใช่ภาพนิ่ง ให้ใช้เป็นภาพเคลื่อนไหว เพราะเชื่อว่าจะป้องกันได้ และในเบื้องต้นขณะนี้ ตนเอง ป้องกันด้วยการซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ ที่ใช้เฉพาะแอพธนาคารเพื่อใช้เกี่ยวกับธุรกรรมเท่านั้น ไม่โหลดลิงค์ ไม่โหลดไลน์หรือไม่ใช้เฟซบุ๊คและไม่ใช้อินเตอร์ระบบไวไฟแต่อย่างใด และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้และเปิดเมื่อจะโอนทำธุรกรรมเท่านั้น 
……………………………………………….

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตำรวจสวีบุกจับ “เอฟ พะงุ้น” เอเย่นต์ยาบ้ารายย่อย ซุกของกลาง

เดือดคาถ้ำ! ต่างด้าวเหิมยิงสู้ตำรวจ สุดท้ายถูกสวนดับ

พบศพชายปริศนา! นอนเสียชีวิตริมถนนเพชรเกษม ไร้บาดแผล ตร.เร่งคลี่ปมด่วน