จนท.รุดตรวจสอบ-ยึดคืนนายทุนถมดินรุกล้ำที่สาธารณะริมทะเลแบ่งขาย

รูปภาพ
  เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดชุมพร สนธิกำลังร่วม จนท.เทศบาลเมืองท่ายาง   ที่ดิน  ตำรวจ ผู้ใหญ่บ้าน ตรวจสอบนายทุนรุกถมที่ดิน สาธารณะประโยชน์ริมทะเลแบ่งขายเกินกว่าที่มีเอกสารสิทธิ์ถือครอง พร้อมยึดคืนแจ้งความดำเนินคดี   เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 6 กุมภาพันธ์  2569 พ.ต.กอบศักดิ์  นาคหาญ  หน.ชรต. 403 (ช.พ.) กอ.รมน. จังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นายราเมศร์  ภักดีศรี  ปลัดอำเภอเมืองชุมพร นายเฉลิมพล  สีจันทร์  นักวิชาการที่ดินชำนาญการ ร.ต.ท.สินรา  ชัยพันธ์  รอง สว.(ป.) ปฏิบัติราชการชุด ปทส. ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร  นายณัฐวุฒิ  มงคล  หัวหน้าฝ่ายแบบแผนและก่อสร้าง สำนักงานเทสบาลเมืองท่ายาง  ร่วมกันลงพื้นที่หมู่ 8 บริเวณริมถนนทางหลวงชนบทสาย 4008 (บ้านคอสน-พนังตัก) ตำบลท่ายาง อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร หลังจากได้รับร้องเรียนว่า พื้นที่ดังกล่าวมีนายทุนถมดินบุกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ   จากการตรวจสอบปรากฏว่า ที่ดินผืนดังกล่าวมีสภาพถมด้วยดินลูกรังเสร็จสิ้นแล้ว ฝั่งทิศเหนือติดแนวเขตโรงเรียนบ้านคอสน ทิศตะวันตกติด ถนนทา...

มือมืดลอบใช้น้ำกรดราดต้นทุเรียนของผญบ.ยันปมเหตุทำตัวเป็นกลางไม่ยุ่งการเลือกตั้งท้องถิ่น

 

ผู้ใหญ่บ้านร้องถูกมือมืดลอบใช้น้ำกรดราดโคนต้นทุเรียนหวังให้ยืนต้นตาย ปมเหตุคาดว่าแค้นที่ไม่ยุ่งการหาเสียงเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่น(อบต.)ยันขอเป็นกลางจึงถูกลอบก่อเหตุ หากต้นทุเรียนล้มตายต้องสูญเสียรายได้เกือบล้านบาทต่อปี

 



เมื่อวันที่ 5 ม.ค.69 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่แนวเขตชายแดนไทย-เมียนมา พบนายวารินทร์  พลยอด อายุ 53 ปี  ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 21 บ้านสตง(สะ-ตง) อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร หลังจากถูกมือมืดผู้ไม่หวังดีใช้น้ำกรดราดโคนต้นทุเรียน เพื่อหวังให้ยืนต้นตายทั้งหมดแต่คาดว่ามีชาวบ้านผ่านมาจึงรีบเผ่นหนี  ทิ้งหลักฐานเป็นขวดน้ำกรดไว้ให้ดูต่างหน้าจำนวน 1 ขาด

 



โดยนายวารินทร์ฯ ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นผู้เสียหายพาผู้สื่อข่าวไปดูที่เกิดเหตุ พบว่าเป็นสวนทุเรียนหมอนทองบนพื้นที่จำนวน 5 ไร่ อายุตั้งแต่ 8-25 ปี ปลูกอยู่เชิงเขาติดกับถนนลูกรังสาธารณะรถสามารถสัญจรผ่านไปทะลุได้อีกหลายเส้นทางเลียบแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมาด้านตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร  


ผู้ใหญ่บ้าน เปิดเผยว่า เมื่อประมาณ 5 โมงเย็นของวันที่ 4 มกราคม ที่ผ่านมา ลูกเขยพาคนงานมาตัดหญ้าในสวนทุเรียน ขณะที่ลูกเขยเดินเปิดสติงเกอร์ปล่อยน้ำรดต้นทุเรียนปรากฏว่า โคนต้นทุเรียนถูกนำยากัดไหม้เป็นสีดำตรวจพบทั้งสิ้น

จำนวน 11 ต้น และพบขวดน้ำยาหรือน้ำกรดตกอยู่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เพราะมั่นใจว่าโดนวางยาด้วยน้ำกรดแล้ว  คาดว่าถูกวางยาเมื่อคืนของวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา จากนั้นไปแจ้งความไว้ที่ สภ.ท่าแซะ เพื่อให้ตำรวจติดตามคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย 


ผู้ใหญ่บ้าน  เปิดเผยอีกว่า  หลังจากถูกมือมืดวางยาราดด้วยน้ำกรดชนิดเข้มข้น  เจตนาหวังให้ตายยกสวนแต่คาดว่ามีชาวบ้านขับรถผ่านมาจึงรีบหนีไปก่อนนั้น จากนี้ต้องรอดูว่าช่วยเหลือต้นทุเรียนไว้ได้ทันไหม  แต่หากว่ายืนต้นตายตนจะ

สูญเสียรายได้ต่อต้น ต่อปีประมาณ 7-8 หมื่นบาท หรือรวมค่าความเสียหายทั้งสิ้นเกือบ 1 ล้านบาท ต่อปี  หากไม่ตายอายุต้นทุเรียนยืนถึง 25-30 ปี ลองคูณเข้าไปก็เท่ากับ ไม่ต่ำกว่า 20 ล้าน ที่ขาดรายได้จากการขายผลทุเรียน ทำกันเกินไปโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง

สำหรับปมเหตุนั้น ตนไม่เคยมีศัตรูที่ไหน เป็นผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกชาวบ้านเซ็นต์เอกสารหนังสือต่างๆ ไม่เคยรับเงินสักบาทเดียว และไม่เคยมีปัญหากับชาวบ้าน ตอนนี้จะมีการเลือกตั้งตนเองก็พูดไว้ชัดเจนว่าวางตัวเป็นกลาง ไม่ได้ช่วยใครไม่ยุ่งกับใครพูดชัดเจน ไม่ยุ่งกับใครแต่ก็ไม่ได้ทำร้ายใคร ทำกันแบบนี้


มายิงกันดีกว่าอีก คิดว่าผู้ก่อเหตุต้องเป็นคนในพื้นที่และเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากเรื่องการเมืองท้องถิ่น  ถ้าจับคนก่อเหตุไม่ได้เชื่อว่าคงจะได้ใจครั้งต่อไปก็จะทำอีก สุดท้ายต้องพึ่งตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนแล้วเพราะไม่รู้จะพึ่งใคร

........................................................


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ผู้เสียหายกว่า 14 ราย แห่แจ้งความแม่ลูก–นายหน้า–ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมฉ้อโกง

จนท.รุดตรวจสอบ-ยึดคืนนายทุนถมดินรุกล้ำที่สาธารณะริมทะเลแบ่งขาย

เกษตรและสหกรณ์ชุมพรเตือนรับมือภัยแล้ง – งดเผาในพื้นที่เกษตร