จนท.รุดตรวจสอบ-ยึดคืนนายทุนถมดินรุกล้ำที่สาธารณะริมทะเลแบ่งขาย
ผู้ใหญ่บ้านร้องถูกมือมืดลอบใช้น้ำกรดราดโคนต้นทุเรียนหวังให้ยืนต้นตาย
ปมเหตุคาดว่าแค้นที่ไม่ยุ่งการหาเสียงเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่น(อบต.)ยันขอเป็นกลางจึงถูกลอบก่อเหตุ
หากต้นทุเรียนล้มตายต้องสูญเสียรายได้เกือบล้านบาทต่อปี
เมื่อวันที่ 5 ม.ค.69
ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่แนวเขตชายแดนไทย-เมียนมา พบนายวารินทร์ พลยอด อายุ 53 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 21
บ้านสตง(สะ-ตง) อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร
หลังจากถูกมือมืดผู้ไม่หวังดีใช้น้ำกรดราดโคนต้นทุเรียน
เพื่อหวังให้ยืนต้นตายทั้งหมดแต่คาดว่ามีชาวบ้านผ่านมาจึงรีบเผ่นหนี ทิ้งหลักฐานเป็นขวดน้ำกรดไว้ให้ดูต่างหน้าจำนวน
1 ขาด
โดยนายวารินทร์ฯ ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นผู้เสียหายพาผู้สื่อข่าวไปดูที่เกิดเหตุ พบว่าเป็นสวนทุเรียนหมอนทองบนพื้นที่จำนวน 5 ไร่ อายุตั้งแต่ 8-25 ปี ปลูกอยู่เชิงเขาติดกับถนนลูกรังสาธารณะรถสามารถสัญจรผ่านไปทะลุได้อีกหลายเส้นทางเลียบแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมาด้านตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
ผู้ใหญ่บ้าน เปิดเผยว่า เมื่อประมาณ 5 โมงเย็นของวันที่ 4 มกราคม ที่ผ่านมา ลูกเขยพาคนงานมาตัดหญ้าในสวนทุเรียน ขณะที่ลูกเขยเดินเปิดสติงเกอร์ปล่อยน้ำรดต้นทุเรียนปรากฏว่า โคนต้นทุเรียนถูกนำยากัดไหม้เป็นสีดำตรวจพบทั้งสิ้น
จำนวน 11 ต้น และพบขวดน้ำยาหรือน้ำกรดตกอยู่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เพราะมั่นใจว่าโดนวางยาด้วยน้ำกรดแล้ว คาดว่าถูกวางยาเมื่อคืนของวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา จากนั้นไปแจ้งความไว้ที่ สภ.ท่าแซะ เพื่อให้ตำรวจติดตามคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย
ผู้ใหญ่บ้าน เปิดเผยอีกว่า หลังจากถูกมือมืดวางยาราดด้วยน้ำกรดชนิดเข้มข้น เจตนาหวังให้ตายยกสวนแต่คาดว่ามีชาวบ้านขับรถผ่านมาจึงรีบหนีไปก่อนนั้น จากนี้ต้องรอดูว่าช่วยเหลือต้นทุเรียนไว้ได้ทันไหม แต่หากว่ายืนต้นตายตนจะ
สูญเสียรายได้ต่อต้น ต่อปีประมาณ 7-8 หมื่นบาท หรือรวมค่าความเสียหายทั้งสิ้นเกือบ 1 ล้านบาท ต่อปี หากไม่ตายอายุต้นทุเรียนยืนถึง 25-30 ปี ลองคูณเข้าไปก็เท่ากับ ไม่ต่ำกว่า 20 ล้าน ที่ขาดรายได้จากการขายผลทุเรียน ทำกันเกินไปโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง
สำหรับปมเหตุนั้น ตนไม่เคยมีศัตรูที่ไหน เป็นผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกชาวบ้านเซ็นต์เอกสารหนังสือต่างๆ ไม่เคยรับเงินสักบาทเดียว และไม่เคยมีปัญหากับชาวบ้าน ตอนนี้จะมีการเลือกตั้งตนเองก็พูดไว้ชัดเจนว่าวางตัวเป็นกลาง ไม่ได้ช่วยใครไม่ยุ่งกับใครพูดชัดเจน ไม่ยุ่งกับใครแต่ก็ไม่ได้ทำร้ายใคร ทำกันแบบนี้
มายิงกันดีกว่าอีก
คิดว่าผู้ก่อเหตุต้องเป็นคนในพื้นที่และเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากเรื่องการเมืองท้องถิ่น
ถ้าจับคนก่อเหตุไม่ได้เชื่อว่าคงจะได้ใจครั้งต่อไปก็จะทำอีก
สุดท้ายต้องพึ่งตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนแล้วเพราะไม่รู้จะพึ่งใคร
........................................................
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น