"ธรรมนัส" ลงชุมพรทำพิธีปิดอ่าวไทย ช่วงฤดูปลาวางไข่
ดีเดย์ 15 ก.พ. 69 ! กรมประมงประกาศ “ปิดอ่าวไทย” 3 จังหวัด ขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ
เพื่อสร้างความมั่นคง ทางอาหารอย่างยั่งยืน
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2569 พร้อมปล่อยขบวนเรือตรวจการออกปฏิบัติการในพื้นที่เพื่อปกป้องและคุ้มครองทรัพยากรประมงฝั่งทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งวางไข่และอาศัยเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด
โดยมี นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นางฐิติพร
หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พี่น้องชาวประมง
และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง ณ บริเวณท่าเทียบเรือประมงชุมพร
ตำบลปากน้ำชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า
มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน
พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2569
ยังคงเป็นมาตรการที่กรมประมงดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี
ครอบคลุมพื้นที่บริเวณอ่าวไทย โดยแบ่งเป็นบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง 2 ช่วงระยะเวลา ได้แก่ ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ - 15 พฤษภาคม 2569
ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอดอนสัก
จังหวัดสุราษฎร์ธานี และระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน 2569
ในบริเวณอาณาเขตตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปิดอ่าวไทยตอนกลางและเขตต่อเนื่องตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ ถึงอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มาตรการปิดอ่าวไทยเป็นมาตรการสำคัญที่ยึดหลักวิชาการ โดยกรมประมงมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทรัพยากรและวิถีการทำประมงที่
เปลี่ยนแปลงไป
ในปี 2568 มีการปรับปรุงประกาศเพิ่มเติม 4 ฉบับ
เพื่อลดประสิทธิภาพการจับพ่อแม่พันธุ์
เปิดโอกาสให้สัตว์น้ำขยายพันธุ์ทดแทนในธรรมชาติอย่างสมดุล ผลการศึกษาพบว่า
ภายหลังสิ้นสุดมาตรการ อัตราการจับสัตว์น้ำต่อหน่วยความพยายาม (CPUE) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยสถิติการจับสัตว์น้ำในอ่าวไทยตอนกลางเพิ่มจาก 198 กิโลกรัมต่อวัน ในปี 2567 เป็น 276 กิโลกรัมต่อวัน ในปี 2568 ขณะเดียวกัน
พบปลาทูขนาดเล็กเพิ่มขึ้นหลังสิ้นสุดมาตรการ
สะท้อนการฟื้นตัวของทรัพยากรตามวงจรชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม
จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาสมดุลระบบนิเวศทางทะเล ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ
และเสริมสร้างความมั่นคงด้านรายได้ของพี่น้องชาวประมง ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว
กิจกรรมภายในงานนอกจากจะมีการประกาศใช้มาตรการฯ อย่างเป็นทางการแล้ว
ยังมีการประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
เพื่อความเป็นสิริมงคลในการประกาศใช้มาตรการ
และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
โดยท่านประธานได้ให้เกียรติปล่อยขบวนเรือตรวจการประมง จำนวน 14 ลำ ออกปฏิบัติการตรวจติดตามและเฝ้าระวังการทำประมงในพื้นที่
และร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อฟื้นฟูทะเลอ่าวไทย ทั้งหมด 502,300 ตัว
ประกอบด้วย กุ้งกุลาดำ จำนวน 500,000 ตัว และปลากระบอกดำ 2,300 ตัว มอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านประมง ประจำปี 2569 ให้แก่ประธานองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 13 ชุมชน ตลอดจนเยี่ยมชมนิทรรศการภายในงานที่นำเสนอข้อมูลความรู้ทางด้านประมงที่เกี่ยวข้องกับมาตรการ อาทิ ข้อมูลประเมินผลทางวิชาการของมาตรการปิดอ่าวไทย ประจำปี 2568 การจัดแสดงระยะไข่ของปลาทูซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ การควบคุมตรวจสอบการทำการประมงของเรือ
ประมงพาณิชย์โดยศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก การติดตามและเฝ้าระวังการทำประมงผ่านระบบติดตามเรือประมง (VMS) และแอปพลิเคชัน Fisheries Next นิทรรศการจากองค์การสะพานปลา และศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชจังหวัดชุมพร รวมถึงการจัดนิทรรศการ “ทะเลหยุดพัก สตรีรักษ์คุณค่า แปรรูปสร้างราคา คืนความสมดุลอ่าวไทย” ที่นำเสนอ
แนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประมงเพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านชุมพรในช่วงปิดอ่าว
และบูทแสดงสินค้าประมงแปรรูปที่ได้ตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียว ซึ่งการันตีถึงความสด
สะอาด ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม มาจำหน่ายภายในงานอีกด้วย
.........................................................


























ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น