มอบตัวแล้ว! “อนันต์” มือยิงเพื่อนบ้าน อ้างถูกลบหลู่พ่อแม่–เยาะเย้ย เปิดใจยิงเพราะสุดทน ตำรวจคุมทำแผน

รูปภาพ
  จบการไล่ล่าชายวัย 36 ปี ผู้ต้องหาก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงเพื่อนบ้านได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังหลบหนีเข้าไปในพื้นที่สวนปาล์มและแนวป่าตามชายแดนไทย-เมียนมา ล่าสุดเช้าวันที่ 25 กันยายน 2569 ผู้ใหญ่บ้านพาตัวเข้ามอบตัวพร้อมอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ เจ้าตัวอ้างว่า ชนวนเหตุเกิดจากได้ยินคู่กรณีพูดจาดูถูก เยาะเย้ย และพาดพิงถึงพ่อแม่ จนเกิดความโกรธแค้น พร้อมยืนยันว่าเหตุไม่ได้เกิดจากเรื่องหึงหวงหรือชู้สาว   ผู้ต้องหา ผู้ใหญ่บ้านพาเข้ามอบตัวพร้อมอาวุธปืน หลังมอบตัว ตำรวจสนธิกำลังคุมตัวลงพื้นที่ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ท่ามกลางชาวบ้านและญาติผู้บาดเจ็บที่เดินทางมาดูเหตุการณ์ โดยช่วงหนึ่งน้องชายฝาแฝดของผู้บาดเจ็บพยายามจะเข้าไปหาผู้ต้องหา จนตำรวจต้องรีบเข้าควบคุมสถานการณ์ หวั่นเกิดการรุมทำร้าย ขณะที่ผู้บาดเจ็บยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล   ช่วงเวลา 07.00 น. วันที่ 25 กันยายน 2569 นายจรูญศักดิ์ นุ่นแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 บ้านดวงดี ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร พาตัว นายอนันต์ ผู้ต้องหาในคดียิงเพื่อนบ้าน พร้อมอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ เข้ามอบตัวกับ พ.ต.ท.วิจิตร สามัญเมือง สว.สืบสวน สภ.สลุย   โ...

คู่หูชาติพันธุ์โรฮิงญาหนีตายจากแคมป์พัก ข้ามชายแดนไทย-เมียนมา เข้าจ.ชุมพร

 

ชาวโรฮิงญาเดินเท้านาน 5 วัน หนีตายจากแคมป์พักเขตคุ้มครองชนกลุ่มน้อย ข้ามแดนเข้าพื้นที่ จ.ชุมพร เผยมีอีกกว่า 200 คน รอนายหน้าค้ามนุษย์ พาหนีข้ามแดนเข้าไทยไปประเทศที่สาม


        วันที่ 26 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากสายข่าวในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา บริเวณตำบลรับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ว่าได้มีชาติพันธุชาวโรฮิงญา 2 คน ได้หนีออกจากแคมป์พักในเขตคุ้มครองของกองกำลังชนกลุ่มน้อย ในพื้นที่ชายแดนฝั่งประเทศเมียนมา ข้ามแดนเข้ามายังฝั่งประเทศไทย ตามช่องทางธรรมชาติ ผ่านเข้ามาในหมู่บ้านชายแดน บ้านสันตินิมิตร หมู่ที่ 10 ตำบลรับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา



         หลังจากนั้นได้มีราษฎรไทย พบเห็นและได้แจ้งให้ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 10 ตำบลรับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และผู้เกี่ยวข้องในท้องที่ ทหาร และหน่วยงานความมั่นคงรับทราบ พร้อมกับแจ้งตำรวจ สภ.ท่าแซะ นำตัวชาวโรฮิงญาทั้ง 2 คน ไปดำเนินคดีตามกฎหมาย



        จากการตรวจสอบขณะนี้ชาวโรฮิงญาทั้ง 2 คน ยังถูกคุมขังอยู่ที่ สภ.ท่าแซะ เพื่อสอบสวนและส่งฟ้องศาลในข้อหาหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

          เบื้องต้นจากการสอบสวนทราบชื่อ นายบาเมาะ ซอพี อายุ 33 ปี และ นายซอลิมเจาะ อายุ 20 ปี ทั้งสองคนเป็นชาติพันธุ์ชาวโรฮิงญา สัญชาติเมียนมา ให้การว่าตนเองทั้งสองคนเริ่มแรกได้เดินทางมาจากรัฐยะไข่ โดยนั่งเรือมาขึ้นฝั่งที่ อ.ปกเปี้ยน และมาพักคอยที่แคมป์ของกองกำลังทหารกะเหรี่ยง ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทย ด้าน ตำบลรับร่อ



 อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ประมาณ 60 กม.และยังมีชาวโรฮิงญาอีกกว่า 200 คน รอนายหน้าแก๊งค้ามนุษย์นำพาลักลอบข้ามแดน ซึ่งจะต้องมีการจ่ายเงินให้กับ นายอาจี สัญชาติชาวเมียนมา คนละ 45,000 - 50,000 บาท เพื่อนำพาลักลอบข้ามชายแดนประเทศไทย ด้านจังหวัดชุมพรและระนอง ไปต่อยังประเทศมาเลเซียและประเทศที่สาม


          ชาวโรฮิงญา ทั้ง 2 คนบอกว่า สาเหตุที่ต้องหนีออกจากแคมป์พักของกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อย เพราะยากจนไม่มีเงินจ่ายค่าหัวให้กับแก๊งนายหน้าค้ามนุษย์ และทนอยู่อย่างอดอยากหิวโซไม่ไหว จึงชวนกันหลบหนีฝ่าป่าดงและเทือกเขานาน 5 วัน ข้ามแดนเข้ามายังประเทศไทยดังกล่าว

         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ คณะทำงานทางลับของ กอ.รมน.ภาค 4 และเจ้าหน้าที่สำนักสอบสวน 4 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงตรวจสอบพื้นที่ตามร้องเรียน พบว่าบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา มีกองกำลังชนกลุ่มน้อยอยู่ 2 กลุ่ม เป็นกองกำลังกะเหรี่ยง KTLA ตั้งฐานอยู่ใกล้กับชายแดนไทย ด้านตำบลรับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และกองกำลังกะเหรี่ยง KNU ตั้งฐานอยู่ช่วงรอยต่อระหว่าง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร - อ.กระบุรี จ.ระนอง

           จากการตรวจสอบในเชิงลึกพบว่าบริเวณชายแดนด้าน ตำบลรับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร มีการปรับไถทำถนนเส้นทางลับเชื่อมต่อข้ามแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน มากกว่า 10 จุด โดยมีกลุ่มอิทธิพลจากกองกำลังชนกลุ่มน้อยติดอาวุธและกลุ่มอิทธิพลคนไทย และเจ้าหน้าที่รัฐบางคน บางกลุ่มในพื้นที่ ร่วมกันทำสิ่งผิดกฎหมาย มีตั้งแต่จัดสรรที่ดินฝั่งประเทศเพื่อนบ้านนับพันไร่ หลอกขายให้กับคนไทยราคาไร่ละ 50,000-60,000 บาท มีคนไทยมากกว่า 100 คน เข้าไปอยู่อาศัยทำการเกษตร มีการลักลอบขนสินค้าทางการเกษตร โดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร ลักลอบค้ามนุษย์ขนแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศ ลักลอบนำพาชาวโรฮิงญาออกจากแคมป์พัก ข้ามชายแดนเข้าประเทศไทย ไปยังประเทศที่ 3 รวมทั้งยาเสพติด อาวุธสงคราม และสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ

       จากกรณีดังกล่าว หลังสื่อมวลชนนำเสนอข่าวตีแผ่อย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด แคมป์พักชาวโรฮิงญา ที่อยู่ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 3-5 กม. ที่อยู่ในเขตคุ้มครองของกองกำลังชนกลุ่มน้อย ต้องย้ายถอยออกไปไกลจากชายแดนไทยประมาณ 60 กม.ดังกล่าว

      โดยชาวโรฮิงญาทั้งหมดในแคมป์พัก เขตคุ้มครองกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อย หากใครมีญาติที่มีฐานะดี ก็จะได้รับการว่าจ้างให้ลักลอบนำพาข้ามแดนไปยังประเทศที่ 3 ส่วนชาวโรฮิงญาที่ยากจน ก็จะถูกกักกันอยู่ที่แคมป์ต่อไป ไว้เป็นเครื่องมือข้ออ้างบังหน้าเรื่องการช่วยเหลือด้านมนุษยชน ของพวกแก๊งค้ามนุษย์ต่อไป.

.........................................


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เมาโวยวาย-ชอบยิงปืน! ตำรวจสวีบุกรวบขณะนอนรักษาตัวรพ. พบปืน .22 พร้อมกระสุนอื้อ

ฝนตกถนนลื่น! กระบะเสียหลักข้ามเลน ชนสนั่น 3 คัน โค้งเนินคีรีชุมพร ดับ 1 เจ็บสาหัส 1 ราย

ช่างถูกไฟช็อตดับขณะเดินระบบเสแกนตั๋วโดยสารรถไฟ