ระทึก!กระบะตู้ทึบเสียหลักชนรถจอดริมถนนเที่ยวงานวัดระนาว 7 คันเจ็บ 4 ราย
ชาวบ้านกว่า 200 คน
พร้อมผู้นำชุมชนในพื้นที่ อ.ละแม จ.ชุมพร รวมตัวสะท้อนความเดือดร้อน
หลังแขวงทางหลวงชุมพรทุบสะพานปูนข้ามคลองเก่าบนถนนสายรองเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดชุมพรกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี
เพื่อก่อสร้างใหม่ แต่ไม่มีการทำทางเบี่ยง ส่งผลให้ประชาชนต้องอ้อมไกลไป–กลับ 20–30 กิโลเมตร เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบาง
ขณะที่โครงการหยุดชะงักไร้ความคืบหน้ามานานกว่า 9 เดือน
ด้านผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชุมพรลงพื้นที่ชี้แจง พร้อมยืนยันเริ่มดำเนินการ 1 มีนาคมนี้ ตั้งเป้าแล้วเสร็จสิ้นกันยายน 2569
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณโครงการก่อสร้างสะพานปูนข้ามคลอง บนถนนสาย 4134 (หลังสวน–สุราษฎร์) สายล่าง ชาวบ้านหมู่ 1 ต.ทุ่งหลวง และหมู่ 2 ต.ละแม อ.ละแม จ.ชุมพร รวมตัวประมาณ 200 คน พร้อมผู้นำชุมชน ได้แก่ นายนันทภพ เอื้ออารี สจ.เขต 1 อ.ละแม นายนรินทร์ พันธ์เจริญ กำนันตำบลละแม นายธีระเดช ตุ้นด่าน สารวัตรกำนันตำบลละแม นายวัชรินทร์ เวชยม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.ทุ่งหลวง นายสุนทร จันทร์ประสาท อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.ทุ่งหลวง
โดยมีนายพิชญพัทธ์ เรืองชาตรี นายอำเภอละแม เข้าร่วมสังเกตการณ์และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ยืดเยื้อมานาน 9 เดือน พร้อมเรียกร้องให้แขวงทางหลวงชุมพรจัดทำทางเบี่ยง เพื่อให้ชาวบ้านและผู้ใช้รถสามารถสัญจรผ่านได้โดยไม่ต้องอ้อมไกลหลายกิโลเมตร ขณะที่นายกรีธา เดชพิณ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชุมพร ลงพื้นที่เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง
นายนันทภพ เอื้ออารี สจ.เขต 1 อ.ละแม เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน และประสานไปยังอำเภอละแม รวมถึงศูนย์ดำรงธรรม ว่าประชาชนได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างสะพานบนถนนสาย 4134 ซึ่งไม่มีการทำทางเบี่ยง แต่ให้ใช้ทางเลี่ยงแทน ต้องอ้อมไกลประมาณ 7 กิโลเมตรเข้าอำเภอละแม
ชาวบ้านจำนวนมากต้องใช้เส้นทางดังกล่าวรับ–ส่งบุตรหลานไปโรงเรียน วันละ 4 เที่ยว รวมระยะทางประมาณ 28 กิโลเมตร ทั้งที่หากใช้เส้นทางตรงจะมีระยะทางเพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น ยังไม่นับรวมผู้ที่ต้องเดินทางไปติดต่อราชการในอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือทำธุระอื่น ๆ โดยถนนสายนี้เป็นทางหลวงจังหวัด ไม่ใช่ทางหลวงชุมชน
สจ.ละแม กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายอำเภอละแมได้ทำหนังสือสอบถามความคืบหน้าเรื่องการทำทางเบี่ยงไปยังแขวงทางหลวงชุมพร เนื่องจากชาวบ้านเดือดร้อนมาแล้ว 9 เดือน หลังรื้อสะพานไม่มีการก่อสร้างใด ๆ พร้อมตั้งคำถามว่าโครงการจะแล้วเสร็จเมื่อใด กระทั่งมีหนังสือตอบกลับเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า “ไม่สามารถทำทางเบี่ยงได้”
ทั้งนี้ ได้ฝากคำถามถึงแขวงทางหลวงชุมพร 3 ประเด็น คือ จะเข้าดำเนินการก่อสร้างเมื่อใด และจะแล้วเสร็จเมื่อไร สามารถทำทางเบี่ยงให้รถเล็กสัญจรผ่านได้หรือไม่ เพราะประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายสูง ต้องอ้อมวันละ 20–30 กิโลเมตร ซึ่งเกินกำลังรับไหวในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หากทางเบี่ยงไม่แล้วเสร็จตามที่รับปาก จะมีแนวทางดำเนินการอย่างไรต่อไป
นายนันทภพ กล่าวทิ้งท้ายต่อหน้าผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชุมพรว่า การรวมตัวของชาวบ้านครั้งนี้ไม่ใช่การกดดัน แต่เกิดจากความเดือดร้อนจริง และผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะคนในพื้นที่ อ.ละแม เท่านั้น แต่ยังกระทบประชาชนใน อ.หลังสวน อ.สวี และ อ.เมืองชุมพร ที่ต้องเดินทางเชื่อมต่อไปยังบางอำเภอของจังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งมีแนวเขตติดต่อกัน
ด้านนายกรีธา เดชพิณ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชุมพร ชี้แจงว่า
เดิมสะพานข้ามคลองละแมประสบปัญหาน้ำกัดเซาะตอม่อจนทรุดตัว
รถบรรทุกหนักไม่สามารถผ่านได้ มีความเสี่ยงต่อการพังถล่ม
จึงเสนอให้ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 4 (ทุ่งสง)
เข้าตรวจสอบ และมีความเห็นว่าจำเป็นต้องทุบสร้างใหม่เมื่อเดือนมิถุนายน 2568
อย่างไรก็ตาม พื้นที่ก่อสร้างมีชั้นหินแข็งด้านล่าง
และอยู่ในช่วงน้ำหลาก ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ทันที
เนื่องจากต้องเชื่อมตอม่อกับชั้นหินแข็ง จึงต้องรอเข้าสู่ช่วงหน้าแล้ง
ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชุมพร ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้ง จะเริ่มเข้าดำเนินการ โดยศูนย์ฯ
ได้ตั้งแคมป์และเตรียมย้ายเครื่องจักรเข้าพื้นที่ พร้อมเร่งก่อสร้าง
และจะจัดทำทางเบี่ยงให้ประชาชนสัญจรได้ แต่จำกัดเฉพาะรถจักรยานยนต์ รถพ่วงข้าง
และการเดินเท้า ส่วนรถยนต์และรถบรรทุกยังต้องใช้เส้นทางเลี่ยงไปก่อน
ยืนยันว่าแขวงทางหลวงฯ ไม่นิ่งนอนใจ และตั้งเป้าแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายน 2569
……………………………………………..
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น